สร้างพัฒนาการเด็กจากการเล่านิทาน

จากประสบการณ์ที่ดิฉันได้ส่งเสริมให้สองจ๋อได้อ่านและฝึกเล่านิทาน รวมทั้งเล่าเรื่องต่างๆที่เขาอยากเล่าหรือแต่งขึ้นมาจากจินตนาการและความชอบของพวกเขา ทำให้ดิฉันได้เห็นพัฒนาการของสองจ๋อหลายด้านทั้งพัฒนาการด้านภาษา พัฒนาการด้านสังคม และพัฒนาการด้านสติปัญญาและอารมณ์ จึงอยากจะแชร์เรื่องเทคนิคการสอนลูกให้เล่านิทาน ทื่ดิฉันได้รับจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้บอกกล่าวผู้ปกครองที่ส่งลูกๆเข้าร่วมโครงการ “ลับสมองประลองปัญญา สรรหาหนูน้อยนักเล่านิทาน”   ซึ่งน้องเชียร์ ลูกชายคนเล็ก ได้เข้าไปร่วมสนุก และได้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 2 ปีซ้อน ในวันที่ประกวดกรรมการหลายๆท่านได้ให้เทคนิคการสอนลูกให้เล่านิทานกับผู้ปกครองว่า “ต้องเริ่มต้นจากการที่เราเล่านิทานให้ลูกฟัง” การเล่าของเราต้องสนุกสนาน มีการใช้เสียงหลายๆอย่าง ให้เหมาะกับอารมณ์ของเรื่อง มีเสียงดัง เสียงเบา เสียงเล็ก เสียงใหญ่ เสียงสูง เสียงต่ำ และเว้นวรรคตอน ไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป  เมื่อเด็กฟังแล้วจะรู้สึกสนุกสนานคล้อยตามไปกับเรื่องราวที่เล่าซึ่งจะทำให้เด็กๆอยากฟังนิทานบ่อยๆ และเกิดแรงบันดาลใจอยากเล่านิทานบ้าง  แต่เด็กบางคนอาจจะชอบที่จะฟังนิทานอย่างเดียว ไม่ชอบและไม่สนใจจะเล่า ก็ไม่ต้องบังคับนะคะ เด็กๆเขามีความชอบและมีความถนัดแตกต่างกันค่ะ  

การเลือกนิทานให้ลูกเล่านั้น ควรเลือกนิทานที่ลูกชอบ ลูกประทับใจ อย่าเลือกนิทานตามใจเรา  ถ้าลูกเลือกนิทานที่ลูกชอบ ลูกจะเล่าได้ดี และสนุกที่จะทำค่ะ   ประการที่สาม คือ อย่าเลือกนิทานที่ยอดฮิต เพราะในการแข่งขัน เด็กหลายสิบคน หรืออาจจะเป็นร้อยคน ย่อมมีคนที่เล่านิทานที่ซ้ำกับเรา  ทำให้ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเด็กที่เล่าเรื่องเดียวกับเราด้วย  นอกเหนือไปจากการตัดสินรวมกับเด็กคนอื่นๆ เหมือนถูกเปรียบเทียบสองต่อ  เล่านิทานที่ไม่ซ้ำกับใคร หรือคนไม่รู้จักจะได้เปรียบกว่าค่ะ   และการเล่านิทาน ก็ควรเลือกเรื่องที่เหมาะกับวัยของเด็กด้วยค่ะ  อย่าเลือกเรื่องที่ยากซับซ้อนเกินวัยของเด็ก เพราะจะทำให้ความน่ารักธรรมชาติของเด็กหายไป  และเกี่ยวกับการซ้อม ก็ขอให้ซ้อมเมื่อลูกพร้อม ไม่ต้องบังคับให้ซ้อมมากเกินไป เพราะทำให้เด็กเหน็ดเหนื่อย และล้ากับการเล่านิทาน ตอนที่มาเล่าจะเครียด ที่ต้องจำทุกอย่าง กลายเป็นเล่าไม่เป็นธรรมชาติ และไม่สนุก สุดท้ายเขาอาจจะไปมีความสุขและเลิกสนใจในกิจกรรมนี้ไปเลยค่ะ  

สิ่งที่สำคัญ สำหรับเพื่อนๆผู้ปกครองคือ ขอให้ยอมรับในความสามารถของลูกของเรา ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น และลูกไม่เป็น  สิ่งที่ลูกทำ และสิ่งลูกแสดงออก ไม่ว่าจะถูกใจเราหรือไม่ก็ตาม  ในวันที่ลูกมาแสดงออกต่อหน้าคนเป็นจำนวนมาก ต้องถือว่าลูกกล้าหาญ และทำในสิ่งที่คนหลายๆคน ผู้ใหญ่หลายๆท่านทำไม่ได้ ซึ่งนั่นถือว่า เป็นสิ่งที่ลูกทำได้ดีมากแล้ว   อย่ากลัวความพ่ายแพ้  อย่าเน้นสอนลูกให้เห็นแก่รางวัล ขอให้คิดว่าลูกได้มีโอกาสมาค้นหาศักยภาพของตนเอง มาแสดงความสามารถก็จะดีที่สุดค่ะ    ซึ่งที่ผ่านมาสองปีของการที่น้องเชียร์ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้ ดิฉันเองก็ไม่ค่อยได้ซ้อมน้องเชียร์ แค่รับส่งดูแล  และเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดเอง ว่าจะแสดงท่าทางอย่างไร  ในครั้งล่าสุด ลูกทั้งสองก็แต่งนิทานเอง เล่าเองค่ะ  ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมสนุกๆของครอบครัวค่ะ  ที่ดีใจที่สุด คือ ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง ลูกชอบสิ่งที่เขาทำและแสดงออก แบบสะใจตัวเอง และเขาก็ดีใจที่ทำให้ครอบครัว และเพื่อนๆได้สนุกสนานไปกับการเล่านิทานของเขา  ซึ่ง จะเป็นแรงบันดาลใจ ให้ลูกได้ฝึกทักษะด้านนี้ต่อไป   

สิ่งที่มีค่ายิ่งกว่ารางวัลคือมิตรภาพ

รวมทิปส์การทำความสะอาดบ้านที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดเก็บ หรือ การขจัดคราบต่างๆ คลิกที่นี่ & ค้นหาทุกคำตอบการทำความสะอาด