เมื่อการประกวดกลายเป็นเงื่อนไขการเรียนรู้ของลูก ตอนที่1

การสนับสนุนให้ลูกน้อยกล้าแสดงออกและเข้าประกวดตามงานต่างๆเพื่อประสบการณ์ที่ดีของเขาควรจะต้องมีวิธีที่ถูกต้อง ไปดูกันดีกว่า

ยังจำได้ว่า ตอนมามิขวบครึ่ง มามิชอบดู บาร์นี่ไดโนเสาร์ตัวสีม่วงร้องเพลงเก่งๆ ดูซ้ำไปซ้ำมา ร้องเพลงตามแทบจะทุกเพลง ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอมาตั้งใจฟังที่มามิร้อง ก็จับสัญญาณอะไรบางอย่างได้คือ เพลงที่มามิร้องถึงเนื้อร้องจะไม่ค่อยชัด จนถึงฟังไม่รู้เรื่อง แต่ทำนองจะค่อนข้างเป๊ะ คืออาจจะไม่ถูก 100% แต่ก็ผิดน้อย ถึงน้อยมาก ในใจตอนนั้นก็เริ่มคิดว่า นี่อาจจะเป็นพรสวรรค์ของมามิก็ได้ แต่ก็เก็บเอาไว้ในใจไม่ได้คิดอะไรเพิ่ม แต่ก็มีดูๆ ไว้ว่ามีที่ไหนให้เด็กเรียนร้องเพลงบ้าง ก็มีแต่รับสอนตั้งแต่ 4 ขวบ แม่แหม่มก็เลย พับโครงการส่งมามิเรียนร้องเพลงไปก่อน   กระทั่งมามิสี่ขวบก็เลยมาเริ่มโครงการนี้อีกครั้ง ซึ่งมีเพื่อนของปะป๊าแนะนำให้รู้จัก Mozarz Academy เลยพามามิไปทดสอบดู ผลปรากฏว่า ได้รับคำชมเชยจากครูบิ๊ก ว่ามามิมีหูที่ค่อนข้างดี คือฟังโน้ต จับความแตกต่างของเสียงได้ดี เลยทำให้การร้องเพลงทำได้ดี ได้ฟังอย่างนี้พ่อแม่ก็เป็นปลื้ม เลยให้มามิลองเข้าเรียนดู   เริ่มแรกที่ต้องแก้ไขคือ การออกเสียงให้ชัดเจน เรื่องนี้ดีมาก สำหรับเด็กๆแทบจะทุกคนที่มาเรียน จะมีปัญหาเรื่องการออกเสียง เป็นเพราะการเปิดปากไม่เต็มที่ พูดง่ายๆ คือขยับปากพอให้เสียงลอดออกมาได้ เวลาร้องเพลงก็ทำแบบนี้เหมือนกัน เลยทำให้ร้องแล้วฟังไม่รู้เรื่องบ้าง ร้องไม่เต็มเสียงบ้าง มามิก็เลยถูกหัดเรื่องนี้ก่อนเลย แค่สองครั้งเท่านั้น มามิก็เริ่มอ้าปากกว้างมากขึ้น ร้องเพลงได้เต็มเสียงมากขึ้น   ต่อจากการขยับปากก็เป็นเรื่องการวอร์มเสียง ทุกครั้งก่อนจะเรียน มามิต้องร้องโน้ตต่างๆ มามิก็ทำได้ดี ไม่มีปัญหาอะไร   ต่อไปก็เรื่องการฝึกลมหายใจ เรื่องนี้ยากสำหรับมามิตรงที่ว่า มามิไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม ทำไมต้องเป่ากระดาษ คือแบบฝึกหัดสำหรับเรื่องนี้คือ เป่ากระดาษให้ติดกำแพงให้นานที่สุด แน่นอนว่ามามิเป่าลมพรวดเดียวหมดตั้งแต่สามวินาทีแรก ไม่ต้องเสียเวลานับถึงสิบ เลยต้องมาฝึกให้ค่อยๆ ผ่อนลมทีละนิด คอยประคองให้กระดาษอยู่นิ่งๆมากที่สุด แต่จนถึงวันนี้มามิก็ยังทำไม่ได้หรอก  

ในระหว่างการเรียน ครูก็จะหยิบเพลงที่มามิชอบฟังมาฝึกให้ร้อง แล้วคอยสอนว่าต้องร้องอย่างไร สำหรับมามิที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก ก็ใช้วิธีท่องจำคำต่างๆ ซึ่งแม่แหม่มก็ต้องคอยหาเพลงมาเปิดให้มามิฟังว่าเนื้อร้องเป็นอย่างไรบ้าง ฟังบ่อยๆ มามิก็จำได้เอง แต่ข้อเสียคือ พอไม่ได้ฟัง ไม่ได้ร้อง มามิก็ลืม ต้องคอยกระตุ้นด้วยการให้ฟัง ให้ร้องเสมอๆ ส่วนเรื่องเทคนิคการร้อง ครูที่สอนบอกว่ายังไม่เน้นมาก ขอปูพื้นฐานให้มามิก่อน ซึ่งอันนี้แม่แหม่มเห็นด้วย เพราะถ้าสำหรับเด็กแล้ว พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าทำได้และชอบทำ เขาก็จะขวนขวายหาอะไรที่ดีกว่ามาให้ตัวเองได้ในอนาคต   สำหรับมามิแล้วเรื่องการร้องเพลงก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้มามิมีความสุขได้อย่างดี เป็นเครื่องมือในการคลายเครียด สำหรับพ่อแม่ท่านใดอ่านเรื่องนี้จบแล้วก็ ลองสังเกตลูกๆ ดูนะคะว่า เขาชอบทำอะไร จดจ่อกับอะไรได้นานๆ บางทีเราอาจจะหากิจกรรม ที่ทำให้เขาได้ปลดปล่อยความสามารถ แบบที่เราคาดไม่ถึงเลยค่ะ   ซึ่งเรื่องราวของมามิกับการเรียนร้องเพลงน่าจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่กลับมีจุดพลิกผันซึ่งจะว่าไปก็เป็นความประมาทของพ่อแม่เองที่ทำให้การส่งลูกเข้าประกวดกลายเป็นเงื่อนไขการเรียนรู้ของลูกอย่างที่เราไม่คาดคิดมาก่อน จนเกือบจะทำให้มามิเลิกร้องเพลงไปซะแล้ว เรื่องนี้คงต้องเล่าละเอียดหน่อย เอาเป็นว่าขอยกเป็นตอนหน้าละกันค่ะ  


แบ่งปัน

FacebookPinterestTwitter