Skip to content

เวียนเทียนมาฆบูชา เรียนรู้วันสำคัญทางพุทธศาสนา

วันมาฆบูชาปีนี้บังเอิญมาตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ซึ่งเป็นความเชื่อทางวัฒนธรรมตะวันตก และส่วนวันมาฆบูชาก็เป็นความเชื่อของชาวพุทธ ก็ไม่รู้ว่าแต่ละบ้านจะให้ความสนใจกับวัฒนธรรมแบบไหน สำหรับแม่แหม่มคิดว่าปีนี้อยากให้มามิได้ลองเรียนรู้คติความเชื่อของศาสนาพุทธดูบ้าง เพราะที่โรงเรียนมามิเองเป็นโรงเรียนคริสต์ ก็มีการบอกกล่าว เล่าเรื่องราววันวาเลนไทน์เอาไว้พอสมควร ส่วนเรื่องทางศาสนาพุทธก็ดูจะเป็นแค่ข้อความบอกเล่าทางแผ่นพับที่มามิได้รับจากทางโรงเรียน เลยคิดว่าจะพามามิไปเวียนเทียนที่วัดใกล้บ้านดีกว่า เลยหาข้อมูลของวันมาฆบูชามาอ่านให้มามิฟัง

วันมาฆบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางศานาพุทธ เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ พระสงฆ์สาวก 1,250 รูปได้มาประชุมพร้อมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระสงฆ์ที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6, และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ดังนั้น จึงเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4

นี่คือที่แม่แหม่มหามาจาก เว็บไต์วิกิพีเดีย เอามาอ่านให้มามิฟังคร่าวๆ ก่อนที่จะเล่าให้ฟังว่ากิจกรรมวันมาฆบูชานอกจากทำบุญตักบาตร ไปวัดฟังธรรม ในเวลากลางคืนก็จะมีการเวียนเทียน โดยที่ผู้คนจะฟังเทศน์เมื่อเสร็จแล้วก็จะเริ่มจุดเทียนเดินรอบอุโบสถ หรือโบสถ์ 3 รอบ เรียกรวมๆ ว่าการเวียนเทียน ว่าแล้วก็ชวนมามิไปเวียนเทียนกันไม๊คะ มามิรับคำ แต่ในใจแม่แหม่มคิดว่า เดี๋ยวก็คงมีคำถามอะไรๆ ที่ตอบยากๆ มาถามแน่นอน เตรียมใจไว้ได้เลย

ตกค่ำเราสองคนแม่ลูกก็หมายใจไว้แล้วว่าจะไปที่วัดไตรมิตร เพราะใกล้บ้านดี สามารถเดินไปได้ ส่วนปะป๊ากับโมโม่ก็ให้เฝ้าบ้านก่อน อันเนื่องมาจากที่วัดคนจะเยอะ อีกทั้งมีการจุดธูปเทียนกัน เดี๋ยวโมโม่จะวิ่งซนชนโน่นนี่จนเจ็บตัว เอาไว้ไปทำกิจกรรมอื่นๆ กันดีกว่า

เดี๋ยวนี้มามิเดินเก่งขึ้นนะ เดินจากบ้านไปวัดไตรมิตรก็ร่วมๆ 1 กิโลฯ กว่าจะมาถึงคนก็เริ่มเต็มวัดกันแล้ว พระเริ่มให้ตั้งจิต สวดมนต์ ก็เลยให้มามิสวดตาม เมื่อจบก็มีการเทศนาธรรม เป็นเรื่องประวัติวันมาฆบูชา ความสำคัญ การเตรียมตัวในการเวียนเทียน ขั้นตอนการเวียนเทียน การทำจิตใจให้สงบ การสวดมนต์ภาวนาระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จากท่านเจ้าอาวาส จากนั้นก็เริ่มเดินกันเป็นขบวนใหญ่ แม่แหม่มก็ให้มามิจับมือ ส่วนแม่ก็ถือดอกไม้ธูปเทียน กันพลัดหลงกัน แล้วก็เดินตามๆ กันไป พร้อมกับคอยดูมามิว่ามีปฏิกริยายังไงบ้าง ก็ดูเหมือนมามิจะสับสนเล็กน้อย กับปริมาณคนที่มารวมกัน เพราะปกติที่วัดนี้คนจะเยอะอยู่แล้วเพราะเป็นวัดใหญ่ คนก็เยอะเป็นธรรมดา แต่เรามากันในเวลาปกติจนคุ้นเคยดีแล้ว ก็เลยทำใจไม่ยากนัก

แต่ละรอบที่เราเดินกัน  ก็จะบอกให้มามิคิดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งมามิก็มึนงงเล็กน้อย เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กน้อยที่จะไม่เข้าใจในเรื่องศาสนา ซึ่งมีแต่เรื่องของคำสอน ให้ทำความดี ความถูกต้อง  ล้วนแล้วแต่เป็นนามธรรม เป็นความรู้สึก ที่ต้องสัมผัสด้วยจิตใจ แม่ก็เลยบอกมามิว่าให้คิดถึงแต่เรื่องดีๆ ที่มามิพอจะเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือ การไม่โกหก การประหยัดอดออม การแบ่งปัน และการเชื่อฟังคำสอน ก็คิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เด็กพอจะเข้าใจได้ ทำให้มามิมีสมาธิขึ้นมานิดนึง ค่อยๆ ก้าวตามขบวนไม่ว่อกแว่ก

เมื่อครบ 3 รอบแล้ว ก็เป็นอันเสร็จพิธี ก็เลยพามามิขึ้นไปไหว้พระพุทธรูปทองคำแล้วก็พากันกลับบ้านกัน ระหว่างทางก็ถามมามิว่าเป็นอย่างไรบ้าง ในใจก็คิดว่ามามิคงตอบสนุกดี แต่มามิกลับบอกว่า ดีค่ะมามิได้ทำบุญด้วย ได้สวดมนต์ ได้ทำอะไรหลายอย่าง แต่บุญเป็นยังไง แม่แหม่มก็ต้องนึกหาคำอธิบายแบบที่ง่ายๆ ให้เด็กเข้าใจ ก็บอกไปว่าก็คือการทำความดี แบบที่มามิทำอยู่ไม่ว่าจะเป็นการไม่พูดโกหก ไม่แย่งของเล่นของน้อง ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย ก็ถือว่าเป็นการทำบุญแบบหนึ่งนะ ทำบุญบางครั้งไม่ต้องมาที่วัดก็ทำได้ แค่ให้เรารู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไร คิดอะไรอยู่ แล้วตั้งใจทำแต่สิ่งดีๆ นะคะ

ฟังดูแล้ว คำว่าความดี ความสุข บุญ บาป อะไรต่างๆ ที่เป็นนามธรรมทั้งหลาย ไม่แต่เฉพาะเด็กหรอกที่ไม่เข้าใจ บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็ไม่เข้าใจ หรืออาจจะเรียกว่าไม่เข้าถึง ด้วยความรู้นั้นถูกความรู้สึกครอบงำ จนทำให้ตีความเพ่งมองอย่างที่ชอบมากกว่าอย่างที่ใช่ นี่ก็เป็นอีกบทเรียนที่มามิสอนแม่ค่ะ